Rongrong's profile$pEcTruM WhiTE ^^PhotosBlogListsMore Tools Help

$pEcTruM WhiTE ^^

Why do i have to fit in....If i was born to stand out?

Rongrong Cheacharoen

Windows Media Player

Quote of the Day

Loading...

Weather

Loading...
July 01

Thailand: ที่แห่งเดียวที่เป็น บ้าน อย่างแท้จริง

Many people may think that why i post this topic since I'm currently in the US, and havn't been home for A year. A year, it's such a long time, long enough to start the cycle of homesickness again...but also long enough to have time to reflect about my first year in College.

It was the first year that I had a real experience in foreign land. It was my first time getting to meet that diverse group of people...it was my first time to work, to eat, to play, and to live my life among these intelligent people. Thank you for all you guys that gave me such a very valuable year...now it's the time to really tune back to my own language....

ประเทศไทยเป็นประเทศที่เก่าแก่มาช้านาน มีขนบธรรมเนียมประเพณีอันสูงส่ง น่าเคารพ น่าจดจำ น่าเป็นที่ยึดถือเป็นแบบแผนในการดำรงชีวิต เราก็เป็นคนไทยคนหนึ่งนี่แหละ ที่ได้รับการปลูกฝัง อบรมเลี้ยงดูมาอย่างเข้มงวด ชีวิตทั่วๆไปก็เหมือนเด็กไทยทุกคน ที่เรียนพระพุทธศาสนา เรียนงานฝีมือ เรียนประวัติศาสตร์ไทย วาดรูปลายไทย แกะสลัก นาฏศิลป์ไทย ดนตรีไทยมาตั้งแต่สมัยประถม ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดแต่เรียนรู้ พัฒนาฝีมือ จดจำเรื่องราวไปเท่านั้น ตามหน้าที่ของนักเรียนที่ดีที่ตั้งใจเล่าเรียน รุ้งก็ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าทำไมผู้ใหญ่ต้องให้เรียนโน้น เรียนนี้เกี่ยวกับประเทศไทยอะไรมากมาย ครอบครัวเราก็ค่อนข้างเน้นเรื่องพวกนี้ เราก็เลยสนุกกับวิชาเหล่านี้มาก เคยอยากร้อยมาลัยได้ตามหนังจักรๆวงศ์ๆ แต่ก็ไม่ได้มีโอกาสเรียนซักที ได้แต่ไปเรียนทำขนมไทยตามห้างสรรพสินค้า คิดไปคิดมาก็น่าแปลกทำไมสถานที่ที่ได้เรียนต้องเป็นในห้างด้วย ทั้งๆที่ต้นกำเนิดของขนมไทยเหล่านั้นก็คือที่บ้านทรงไทย ไม่มีเครื่องปรับอากาศ มีแต่อากาศบริสุทธิ์กับต้นไม้และแม่น้ำลำคลอง

พอโตขึ้นมาได้หน่อยอยู่ชั้นประถมปลายๆ ก็ถูกวัฒนธรรมวัตถุนิยมครอบงำ เหมือนเด็กทั่วๆไป จากโทรทัศน์มั่ง จากสื่อหนังสือพิมพ์มั่ง บางครั้งก็จากเพื่อนมั่ง ตอนนั้นชีวิตก็ติดอยู่กับความสนุกสนาน เพื่อนเป็นคนที่มีอิทธิพลมากในชีวิต แต่รุ้งก็โชคดีมีคุณพ่อ คุณแม่คอยแนะนำสั่งสอน ถูกส่งไปเรียนรำไทยที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ไปนั่งคุกเข่าทุกวันเสาร์ทั้งเช้า ทั้งบ่าย คุยกับคุณป้า น้า อา บนเสื่อผืนย่อมๆ นุ่งโจงกระเบนสีแดงๆ ใส่เข็มขัดทองรัดๆที่ตอนนั้นรู้สึกรำคาญเล็กน้อย เพราะจะนั่ง จะลุก ยืน เดิน ไม่สะดวกเลย เดินอยู่ดีๆๆ จะทักผู้ใหญ่ ก็ต้องนั่งคุกเข่าลง แล้วพับเพียบแล้วค่อยสวัสดี ตอนนั้นรุ้งก็กระโดกกระเดก ไม่ค่อยชิน ไหว้ก็ไม่สวย มีคนบอกว่าไหว้เหมือนนักมวย เราก็พยายามแก้ๆ แต่ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าดีขึ้นกว่าเดิมหรือปล่าว ตอนนั้นก็รู็สึกว่ารำไทยสนุกดี เพราะว่าได้แสดงบ่อยๆ ได้ใส่ชุดสวยๆๆ ใส่มงกุฎ เหมือนในละครไทย ได้รำเป็นคู่ๆ รำกับเพื่อนๆๆ ถ่ายรูปแล้วสวยดี ยิ่งเรียนไปก็ยิ่งสนุก พอเรียนรำเสร็จ ก็เดินผ่านเด็กที่เรียนดนตรีไทย เล่นกันเป็นวงๆ วงมโหรีมั่ง วงเครื่องสายมั่ง เดินผ่านทุกๆวันเสาร์ เพลงไทยพวกนั้นก็ติดหูรุ้งมาตลอด แต่ก็ไม่รู้หรอกนะว่าเพลงเหล่านั้นชื่อว่าเพลงอะไร ตัวเรานะก็อยากเรียนจะเข้ ไปยืนดูคนเค้าเล่นแล้วน่าสนุกดี ทั้งจับสาย ทั้งดีด ดูแล้วเพลิน แต่เราก็ไม่ได้เรียน เพราะว่ารำไทยซ้อมเยอะ แสดงเยอะ แถมตอนบ่ายก็ต้องไปซ้อมว่ายน้ำอีก วันอาทิตย์ก็ไปเรียนบัลเล่ต์กับเปียโนแต่เช้า แถมตอนบ่ายก็ต้องไปซ้อมว่ายน้ำ แค่มีเปียโนเป็นเครื่องดนตรีเดียวก็ไม่ค่อยมีเวลาอยู่บ้านซ้อมแล้ว รุ้งก็เลยอดเรียนดนตรีไทยไป

ในที่สุด ตอนมัธยมต้น เข้าโรงเรียนรัฐบาลก็ต้องตัดผมสั้นตอนนั้นคุณแม่จับแต่งตัวเป็นผู้ใหญ่ อาจจะเป็นเพราะว่ารุ้งเรียนเปียโน แล้วต้องสอนเปียโนด้วย ก็เลยต้องใส่เสื้อเชิ้ต กางเกงสุภาพ ไม่ก็กระโปรงอยู่ทุกวัน ไปเรียนพิเศษที่ไหน ก็ไม่เคยเห็นเพื่อนๆ แต่งแบบนี้เลย ตอนนั้นรุ้งก็เริ่มรู้สึกแปลกๆ ไม่ค่อยอยากแต่งตัวแบบนั้น แต่ก็ต้องใส่อยู่ดี ในใจก็คิดอยากแต่งเหมือนคนอื่นเค้าบ้าง แต่ก็ไม่ค่อยได้แต่งเท่าไหร่จนกระทั่งมัธยมปลาย เรียนหนักขึ้นมาก เพราะว่าเราเริ่มเข้าค่ายฟิสิกส์ จากเด็กที่ต้องสอนเปียโน แต่งตัวเป็นผู้ใหญ่ แล้วก็นางรำที่ต้องไปรำทุกวันเสาร์ กลับกลายเป็นเด็กที่เอาแต่เรียน กิจกรรมที่เคยทำมาเหล่านั้นก็แทบไม่ได้ทำ เหลือไว้แต่เรียนเปียโนอย่างเดียว

เรื่องหนังสือ รุ้งก็เป็นคนที่ไม่ได้ชอบอ่านหนังสือนอกเวลาอะไรมากนัก ตอนเด็กๆ คุณแม่จะเล่านิทานภาษาอังกฤษให้ฟังทุกคืนก่อนนอน ไม่ก็เปิดเพลงนิทานอีสป ไม่ก็เพลงบรรเลง ไม่ก็เพลงพี่เบิร์ด ไม่ก็เพลงไทยสากลให้ฟัง พอมาตอนประถมปลายๆ คุณแม่อยากให้เริ่มอ่านหนังสือ ก็เลยเอาหนังสือที่เป็นเรื่องสั้นๆมาให้อ่าน จำได้เลยว่าเรื่องแรกที่รุ้งอ่าน เป็นเรื่องเจ้าหญิงน้อย ตอนนั้นก็คิดอยู่ในใจ เรื่องมันสั้นตรงไหนหนอ หนาจริงๆ แต่รุ้งก็อ่านจนจบ พอจบแล้วคุณแม่ก็ซื้อมาให้อีกเล่ม เรื่องเจ้าน้อยฟอนเติลรอย ช่างเป็นเด็กที่จิตใจงดงามจริงๆ รุ้งอ่านรุ้งก็ยิ่งติดใจ จนเริ่มอ่านหนังสือนอกเวลาเป็นจริงเป็นจัง วันหนึ่งคุณแม่ก็แนะนำหนังสือนิยายอิงประวัติศาสตร์ของ มรว คึกฤทธิ์  ปราโมช เรื่องสี่แผ่นดินให้อ่าน อ่านไปรอบแรกตอนนั้นอยู่มัธยมต้น จำได้ว่ารู้สึกซาบซึ้งในขนบธรรมเนียมไทย ทึ่งกับชีวิตในวังที่แตกต่างกับชีวิตของคนธรรมดาทั่วไปโดยสิ้นเชิง ได้เรียนรู้ความคิดของคนสมัยนั้นผ่านเด็กหญิงตัวเล็กๆคนนึงที่ชื่อว่าพลอย ตอนนั้นรุ้งก็อยากได้เข้าไปอยู่ ไปถวายตัวกับเสด็จ จริงๆ เผื่อจะอบน้ำร่ำ อบน้ำหอม ร้อยมาลัยเป็นกับเค้ามั่ง อยากได้ไปลองใส่ชุดเครื่องแบบของชาววัง ตอนนั้นยังจำได้เลย ว่าบ้าเรื่องสี่แผ่นดินนี้ไปได้ยกใหญ่ หลังจากนั้นก็พักจากเรื่องนี้ไปเสียนาน ไปบ้ากับเรื่องปริศนา รัตนาวดีเพราะว่าทันสมัยที่ใกล้กับตอนนั้นมากกว่าชีวิตในวังของแม่พลอยไปอยู่นาน ฝันอยากไปเมืองนอกกับเค้ามั่งเหมือนท่านชาย อยากไปเที่ยวหลายๆที่เหมือนรัตนาวดี มันช่างเป็นโลกแห่งความฝันอันทรงพลังจริงๆ เพราะว่าเรื่องสองเรื่องนี้แหละ ที่ผลักดันให้รุ้งได้ตามความฝัน ได้ตั้งใจ ไม่ท้อถอยสอบชิงทุนมาอยู่อเมริกาได้ถึงตอนนี้

ชีวิตที่มาอเมริกาตอนแรกๆ ก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น อยากเรียนรู้วัฒนธรรมอันแปลกใหม่ แนวทางการใช้ชีวิตของคนที่นี่ คนที่นี่วัตถุนิยมเอากันมากๆ อะไรก็ต้องดูดี ดูหรู เอาแต่ความสบายมาก่อน อาจจะเป็นเพราะว่าปีแรกเราไปอยู่โรงเรียนหญิงล้วนด้วยแหละ เลยได้เรียนรู้บางอย่างเกี่ยวกับชีวิตในบางแง่มุมของคนที่นี่ พอได้มานอทเวสเทิน ได้มาเจอที่ใหญ่โต ทำให้ได้เห็นถึงความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนที่นี่ จะไปไหนมาไหนก็มีแต่เทคโนโลยี เดินฟังเพลง ไม่ก็คุยโทรศัพท์ตลอดทาง ไม่ว่าจะไปไหน ไปด้วยตัวคนเดียวเอาซะมาก ทำอะไรก็ต้องเอาให้หรูหรา จะกินข้าวที ก็ต้องมีจานโน้นจานนี้มากมาย ตอนแรกๆ รุ้งก็ชอบ รู้สึกสนุกที่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆแบบนี้แหละนะ แต่พออยู่ได้มาปีนึง ความคิดที่เคยมีมาก่อน ความคิดที่ชื่นชอบชีวิตแบบฝรั่งก็ได้หายไปหมด ชีวิตพวกเค้าก็เป็นชีวิตที่เป็นสำหรับฝรั่งเท่านั้น เราเป็นคนไทยจะไปใช้ชีวิตตามแบบโน้นก็ไม่ได้  อาจจะประยุกต์สิ่งที่คิดว่ามีประโยชน์ เช่นเรื่องขวนขวายหาความรู้ใส่ตัว พึ่งตัวเองมากๆ รับผิดชอบชีวิต ดูแลตัวเองเหมือนอยู่ตัวคนเดียวไม่ได้พึ่ง พ่อแม่อีกต่อไปได้ แต่ว่าจะให้รับมาใช้ไว้ทั้งหมดก็ไม่ได้หรอกนะ

นี่ถ้ารุ้งไม่ได้นึกถึงเรื่องสี่แผ่นดิน และไม่ได้ดูสองวันที่ผ่านมา รุ้งก็คงยังไม่คิดได้ขนาดนี้หรอก ว่าวัฒนธรรมไทยมันมีความงดงาม มีศิลปะ มีแบบแผน มากมายขนาดไหน วัฒนธรรมพวกนี้แหละ ที่พวกฝรั่งไม่เคยได้รู้เพราะว่ามัวแต่นึกว่าตัวเองเป็นคนดีที่สุด ไม่เคยใส่ใจวัฒนธรรมคนอื่น ทั้งภูมิปัญญา ชีวิตความเป็นอยู่แบบไทยๆ ไม่ว่าจะสมัยรศร้อยกว่าๆๆ หรือว่าตอนนี้ มันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรไม่มากเลย เรื่องที่เปลี่ยนก็เป็นแค่เรื่องวัตถุ เครึ่องแต่งกายเท่านั้นแหละ บ้านเมือง ตึก การเปิดรับวัฒนธรรมชาวต่างชาติเท่านั้นแหละ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ห้า ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ บ้านเมืองค่อยๆๆรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา คนไทยนี่ก็ทันสมัยกันไม่ใช่น้อย รับวัฒนธรรมเข้ามาอย่างรวดเร็ว ตอนแรกๆก็ไม่เป็นอะไรหรอก แต่ว่าตอนช่วงหลังๆเนี่ย เราว่ามันเร็วเกินไป วัฒนธรรมต่างชาติมากเกินไป คนเริ่มลืมวัฒนธรรมไทย เราก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรกับวัฒนธรรมไทยมาก มาอยู่แดนไกล เดินไปไหนก็เจอแต่คนพูดต่างภาษา ได้แค่เคารพรุ่นพี่ อาจารย์ แต่คนที่นี่ก็ไม่เข้าใจว่าเราจะเคารพพวกเค้าอะไรไปกันนักหนา ช่วงนึง เราก็เลยเปลี่ยนไปใช้ชีวิตตัวเองแบบอเมริกันเล็กน้อย กินอาหารที่เต็มไปด้วยไขมัน ขนม นม เนย ออกไปดูคอนเสิร์ตหรูๆ วันๆๆก็อยู่แต่ในห้อง เอาแต่ทำงาน เรียนหนังสือหนักๆ ไม่ค่อยได้ดูแลสุขภาพตัวเองมากเท่าไหร่เลย แต่งตัวก็สบายๆแล้ว ไม่ต้องใส่เสื้อเชิ้ตแบบที่คุณแม่เคยจับใส่เหมือนแต่ก่อน ใส่แค่เสื้อยึด กางเกงยีน แต่รุ้งก็แอบอยากกลับไปแต่งตัวเหมือนแต่ก่อน เทอมที่ผ่านมาก็ได้แสดงละครเป็นอังศุมาลิน ได้ใส่เข็มขัดกับผ้าถุง เวลาจะเดิน ก็ต้องเดินอย่างระมัดระวัง ต้องนั่งพับเพียบ เดินเท้าเบาๆบนพื้นไม้อีกครึ่ง รุ้งไม่เคยนึกเลย ว่ารุ้งจะคิดถึงประเทศได้มากขนาดนี้ การใส่ผ้าถุงนี่ก็เป็นกลอุบายของผู้ใหญ่อย่างนึงที่ทำให้ผู้หญิงเรียบร้อย ระมัดระวังกิริยา มารยาทท่าทาง ซึ่งเราว่ามันก็สมควรและสุภาพเป็นที่สุดสำหรับผู้หญิง จะให้ใส่กางเกงแล้วนั่งเอาขาพาดเก้าอี้ข้างหน้าเหมือนเด็กอเมริกันที่นี่ หรือว่านั่งไขว่ห้างตลอดเวลา ทำให้เส้นเลือดทับกันก็ไม่ไหวหรอก ไม่สุภาพเกินไป

อยู่ที่นี่บางทีรุ้งก็คิดถึงคำลงท้ายของคนไทย ครับ ค่ะ อยู่นี่ไม่รู้ทำไม เค้าไม่มีการพูดแบบนั้นเลย ที่ว่าสุภาพด้วยการเรียกนามสกุลของอาจารย์ บางทีเด็กก็เรียนชื่อจริงแทน อยากกลับไปพูดภาษาเครื่องดนตรีอีกครั้งจัง หน้าร้อนนี้รุ้งอยู่บ้านกับเพื่อนอเมริกันอักแปดคน ได้เห็นถึงความแตกต่างของชีวิตความเป็นอยู่ ยิ่งเปรียบเทียบ ก็ยิ่งอยากกลับไปใช้ชีวิตเหมือนตอนที่อยู่ที่ไทย พวกเค้าเอาแต่สั่งอาหารกิน ไม่ก็ทำอะไรง่ายๆกิน ไม่เหมือนเราที่ต้องเริ่มตั้งแต่ซอยหอม หั่นหมู ล้างผัก สับกระเทียม ชีวิตของคนไทยอยู่ได้ด้วยข้าว จะทานอาหารอื่นก็ไม่ดีเท่า เมื่อก่อนตอนที่มาแรกๆ เราก็ไม่ได้นึกว่ามันจะสำคัญอะไรมากหรอกนะ แต่ว่าตอนนี้เราก็คิดได้แล้วแหละ ว่าไม่มีอะไรที่ดีมากไปกว่าข้าวไทยนี่แล้วหละ

ไม่ว่าคนอื่นจะคิดยังไง เราก็ไม่สนใจ ขอแค่อยู่อย่างคนไทย ใช้่ชีวิตตามนาฬิกาคนไทย ตื่นแต่เช้าตามเสียงไก่ขัน ล้างหน้าล้างตา แล้วเริ่มทำงานแต่เช้าตรู่ รับประทานอาหาร ให้ตรงเวลา ให้ครบห้าหมู่ หมั่นทำบุญใส่บาตร ให้ทาน รักษาศีล ทำสมาธิ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตั้งใจเรียนตามหน้าที่ของนักเรียน ขวนขวายหาความรู้ใหม่ๆสม่ำเสมอ ให้ความช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อพวกเค้าเดือนร้อน ไม่ว่าจะคบกับเพื่อนเป็นคนชาติใด เราก็จะไม่ให้อิทธิพลของพวกเค้า เข้ามาครอบงำความเป็นไทยของรุ้ง รุ้งคงจะรับบางเรื่องที่ดีๆ ของแต่ละชาติมาใช้ แต่ในที่สุดแล้วก็คงดำรงอยู่บนความเป็นไทยเพียงเท่านั้น....

DSC01613 

รักประเทศไทยที่สุดเลย

รุ้ง

July 03

9+1=Lucky

7.25 am: yeah At last I arrived at Chidlom station.."OMG How can I contact Stef...I forgot to ask her phone number" WALK walk WALK....How can I find her?? Should I call her hotel??SHould I walked to her Hotel?..should I just leave without her and her friend?...WHAT SHOULD I DO?

7.31 am<BEEP>: Hey rongrong......It's HER!!Hurray

7.30s Tong arrived....Humm T:"See how busy the traffic is"

R( to many taxi drivers): Can we go to Golden Mount, plz--> TD:"No.....no.....no..."

T: "Can we go to Grand Palace plz"-->TD: "Yes" --> R: "Can we change to Golden Mount?"-->TD:"Of course!!"

8.00s arrived at 1.Sra Gate TEMPLE<Golden Mount>. Walk up and up each stair...DSC00504Ring the Bell...Pray...and walk around...."The cloud's so dark..it's gonna rain soon...nah How unlucky we are!!" (ACTUALLY I was wrong at the first place)

"Walk...or Taxi Tong??"---> WALK!!!

2. Radchanadda Temple: So Quite!! It's just opened...Let's go inside

DSC00505 DSC00506 DSC00508

WALK Pass Democracy Monument , Bkk name stone, and the Swing

DSC00510 DSC00512 DSC00515 DSC00523

3. Suthat Temple: So PEACEFUL...I don't want to go anywhere

DSC00524 DSC00529 DSC00535 DSC00536 DSC00527

4.Chinese Temple( San Chao por suea)

5. Bawarn Temple: They were having a monk ceremony...I felt so good seeing new monks

DSC00538 DSC00541 DSC00542

6. Wad Pra Kaew(Emerald Temple) and Grand Palce

DSC00543 DSC00544 DSC00552 DSC00545 DSC00555 DSC00557 DSC00559 DSC00562 DSC00553 DSC00564 DSC00572 DSC00576

BREAK!!!! Ta Phra-Chan LUNCH TIME!! and we cross Chao Phra ya River by Ferry -->Wang Lang

DSC00578 DSC00579 DSC00582

7.Bell Temple(Wad Rakang):It's a Wow!

DSC00583 DSC00584 DSC00587

8.Temple of Dawn(Wad Arun)

I miss Phra Prang so much...the stairs are so tall and scary

DSC00589  DSC00590DSC00600DSC00610 DSC00612 

9. Karn La ya Namitr Temple: Chinese Like temple

 DSC00620 DSC00621 DSC00629

Take Boat back to Bangkok side---> to Pak Klong Talad

DSC00635 DSC00645 DSC00651 DSC00652 

10. Wad Pho(Temple I miss the MOST!!)

DSC00658 DSC00662 DSC00665 DSC00674 DSC00682 DSC00688 DSC00689 DSC00685 DSC00692 DSC00676

FINISH!!!-->Take Express Boat Home!!!(to BTS)

DSC00693 DSC00702 DSC00704

This is a very HAPPY....TIRING....EXCITING....ADVENTURING....EXERCISING....MEMORABLE..DAY EVER!

June 16

Somewhere in the SPACE

Mommmmm....Where are you?

Mommmm...Can you hear me???

Answer me Mom...I just want to hear your voice just once more......please

It has been a year since I left this house...the house where I grew up ...the house in my transition from kid-->teenager--> half adult...the house where I discussed every business with her....listened to her singing..sometimes perhaps blaming me of my fault but giving me suggestion afterward...

Opening your closet again, I can feel your love, care, your voice, even your smell out of the closet. I don't think anyone had opened it during the time I was in the US. NO ONE AT ALL!! that's good thing so I can still feel her in the same way I did before I left to US this month last year.

I remember seeing people around in Dana hugging...kissing their daughters cheek after they graduated, and I cried inside...why I had no one there to cheer me up...no one who has the same blood there to share my happiness. Although I had two VERY VERY GOOD friends there with me in my graduation, sometimes I still felt I was lost in the dark, trying to find the way out. I know my friends could help me by cheering me up, but no one can ever drag me out of that place..it's only you, MOM who I've been waiting for a year. Only you, who I know could release me from the big duty I had to carry.

I know it's impossible to be able to contact you and talk to you again. I know it's hopeless to keep waiting for the one who never be able to reply me back in a voice which everyone can hear, only in a heart which I have to listen carefully.

I've experienced a lot over a year as a Prep school student at Dana Hall school...

I've been studying SOO hard...and fighting for my future without being tired and I will MOVE ON

I've learned many things which made me stronger...but still I am not strong enough

I don't know when i'll stop fighting for my future...but I know i'll never GIVE UP!!

HOWEVER...I'm so tired MOM...tired of fighting with both the world and my heart...

My Heart is so weak...and my heart is calling for happiness...my heart is so lonely and its flying softly on the sky. It always shake whenever I listen to songs, which remind me of you. It tried connecting to your heart , Mom..it had tried...try...but still it couldn't catch yours.

Everyone always tell me that you are inside me, but I could only feel it very lightly. Too light to believe that I can really feel you.

Where are you, my beloved Mommy....CAN YOU LEAD ME OUT OF THIS WORLD FULL OF CRAZINESS?

I just want to stop my mind right here, mom...rest my mind in peace so that perhaps I will be able to talk to you again...

Please bring me out MoM...Or at least give me an answer...What's the meaning of LIFE????

Love,

your Rung

May 18

One Moment in my life

เราเกิดมาเพื่ออะไร เหรอ? คิดไปคิดมา เราก็ยังตอบตัวเองไม่ได้ หลายคนมักพูดว่าเราเกิดมา เพื่อจะทำหน้าที่อะไรซักอย่าง พบกับใครบางคนที่เคยทำบุญร่วมกัน แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เหรอ ทำไมเรายังหาความหมายของชีวิตนี้ไม่ได้เลยล่ะ

เดินลากเท้า ไปตามถนน มองไปรอบๆข้าง ผู้คนช่างแต่งตัว สวยงาม ต่างคนต่างจูงมือกัน ชุดราตรีสีแดง ฟ้าน้ำทะเล ชมพู ดำ รายล้อมไปด้วยชุดสูท พร้อมกับผมที่จัดทรงมาอย่างดี เรามองดูตัวเองแล้ว เราข่างไม่เข้ากับโลกนี้จริงๆ

กลับมาที่ป้ายชื่อที่หอ ที่บอกว่าแต่ละคนไปไหน คนครึ่งนึงกลับบ้าน หนึ่งในห้าไปบอสตัน อีกหลายคนไปพรอม แล้วจะเหลือใครอยู๋ในห้อนี้มั่ง มีแค่สี่คนเท่านั้นเอง

อยากไปอ่านะ พรอม เป็นอะไรที่อยากไปตั้งแต่อยุ่ที่ไทยแล้ว แต่มันก็ต้องมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้ไปไม่ได้ อย่างนึงละ งานยังไม่เสร็จ เราเลยบังคับให้ตัวเองไปไม่ได้ คิดไปคิดมา แล้วจะไปกับใครล่ะ คนอื่นเค้าก็ชวนคนโน้น คนนี้ไปกันหมด เราไม่ได้ชวนใคร เลย ไปแล้วจะเหงามั้ย ก็ไม่รุ้เหมือนกัน เพื่อนๆๆ แต่ละคนสวยมากกกก แค่ไปรร แต่ละวันก็สวยแล้ว แค่เย็นนี้สวยเป็นพิเศษ

ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าเราอยู่รร นี้มาได้ยังไง

อยู่ท่ามกลาง material girls สาวๆๆที่ข้างนอกสวย แต่เราไม่เคยมองทะลุเข้าไปถึงภายใน  แต่ละคนยิ้มแย้มแจ่มใส ทักทายเราตลอดเวลา ถามไถ่ทุกขสุข แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ไม่เคยลากเราออกจากห้องไปเที่ยวซักที นี่เหรอคือการแสดงมิตรภาพของเด็กที่นี่

มาอยู๋เดน่าก็เกือบปีแล้วนะ จะบอกว่าเราเป็นเด็กเดน่าก็คงได้ แต่บางครั้ง เราก็เหมือนว่าเราอยู่ในอวกาศ สถานที่เป็นแค่ฉากหลังเท่านั้น เดินไปเรียน ก็เหมือนเข้าลิฟท ทะลุไปอีกมิติ ทะลุไปทะลุมาทั้งวัน ตอนสุดท้ายก็กลับมาถึงห้องตัวเอง ห้องที่ควรจะเป็นบ้านแต่มันก็ไม่ใช่ จะพูดว่าเป็นโรงงานก็ไม่เชิง มันเป็นอีกโลกนึงที่เราต้องอยุ่ไปกับมัน

โลกนี้ไม่เงียบมาก แต่ก็ไม่เคยมีผ้คนมาเยือน นอกจากจะมาถามการบ้าน หรือมาขอยืมของ

โลกที่แม้แต่รูมเมทก็ไม่อยากจะอยู่ ไม่รู้ทำไม

โลกที่เราเปิดเพลงดังๆๆ ได้ตามใจชอบ แต่เราก็ไม่สามารถบรรเทาความเหงาของตัวเองได้

โลกที่เงียบสงบพอให้เราจินตนาการ ฟุ้งซ่านไปได้ต่างๆๆนาๆๆ แต่ความคิดเหล่านั้นก็สามารถหยุดได้ เมื่อมีเสียงเตือนภัยมาจากด้านบน

โลกนี้ช่างเปล่าเปลี่ยวและเดียวดาย

เราไม่รู็หรอกนะ ว่าเราจะต้องอยู่บนโลกนี้ไปอีกนานขนาดไหน โลกที่ทำให้เราได้ใช้เวลากับตัวเองมากๆๆ

ถ้าคิดในแง่ดี มันก็คือโลกที่ทำให้เราสงบสติตัวเอง แล้วก็เข้าถึงความจริงของชีวิตได้

แต่ เรคงอยู่บนโลกแห่งนี้ไม่นานพอเลยไม่สามารใช้โอกาสทองที่เรามีได้

เราก็งงกับตัวเองเหมือนกันว่าตัวเองเขียนอะไรลงไป

แต่ก็นั่นแหละ เราก็แค่อยากบันทึกไว้ว่า

นี่แหละ คือห้วงความคิดนึง ที่ผ่านมาในชีวิตของเราบนโลกใบนี้

February 03

Boston Trip#2

ตอนนี้ก็กลับมาถึงบ้านเราแล้ว เดน่า ถึงแม้ว่าจะเป็นโรงเรียนที่เข้มงวด กฎระเบียบอะไรก็ไม่รู้เยอะแยะ เต็มไปหมด แต่ว่าอย่างน้อยเค้าก็มีเหตุผลพอที่จะฟังเรา

เมือ่วาน ประมาณสี่โมงเย็น เราไปขออนุญาต อาจารยฺ์ออกไปบอสตันแต่เช้า ตามกฎรรที่ว่าต้องมีคนนั่งรถไฟไปด้วย แต่เราหาไม่ได้ ครั้งที่แล้ว อาจารย์ไปเจอพีซที่บราวน์แล้วก็เหนว่า นรทุน น่าไว้ใจ เค้าก็เลยอนุญาตให้เราออกไปบอสตันวันนี้ แต่ต้องโทรรายงานเค้าทั้งสี่รอบ ก่อนขึ้นรถไฟ หลังเจอเพื่อน ทั้งขาไป และขากลับ ....มันก็โอเคป่ะ ไม่ได้ลำบากอะไรมาก ถ้าแลกกับการได้ออกไปบอสตันเจอเพื่อนๆๆซักวันนึง

ตื่นมา 7.00 am ปั่นๆๆ เปเปอร์ ระหว่างรอรถไฟรอบสิบโมง ทำไปได้ตั้งเยอะเพราะว่ามีกำลังใจที่จะได้ไปเจอคนไทยเยอะๆๆ

9.55 check out...run to Wellesley Square station...i was almost late!!!

11.30am arrived at Harvard Station..หนาวจริงๆๆ หนาวมากๆๆๆ ยืนรอพี่เพชรอยูริมถนน มองดูคนเดินผ่านไปผ่านมา เคมบริดจ์นี่ก็น่าอยู่ดีเหมือนกันนะเนี่ย ว่าแล้วเราก็ชื่นชม ความไม่พลุกพล่านมากของเมืองต่อไป แปปๆๆก็เห็นพี่เพชร เดินข้ามถนนมา .....ความหวังที่จะได้เจอเพื่อนๆๆ พี่ๆๆๆ เริ่มใกล้เข้ามาทุกที ทุกที ปรากฎว่า พวกที่เหลือยังเตรียมตัวไม่พร้อม เราก็เดินเล่นต่อไปเรื่อยๆๆ ถ่ายรูปๆๆ รอเยี่ยมที่รถไฟจะมาถึงในไม่ช้า ว่าแล้วก็เดินเล่นไปตามถนนใน harvard square เมืองที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่น่ารัก น่าอยู่เหมือนกัน ไม่เงียบและ ไม่พลุกพล่านจนมากเกินไป ตึดสีแดงๆๆ หลากหลายรูปแบบ ตัดกับต้นไม้สีเขียวๆๆ และแม่น้ำสีฟ้า มองออกไปจากหอพักเด็ก upper class  มันเป็นอะไรที่น่าอยู่จริงๆๆ แต่เสียดายเราอยู่ไม่ได้ no material science major

DSC06055

และแล้ว ทุกคนก็มาพร้อมกับที่หน้ารูปปั้นท่าน John Harvard...เราก็เริ่มออกเดินทางไปกินอาหารกลางวันกันเป็นอย่างแรก ครั้งนี้ไปกินอาหารเวียดนามแหละ ทีมนี้นำโดย พี่เพชร พี่โอ๊ต พร้อมเพื่อนร่วมห้อง   รุ้ง มิน โอ๊ต ฮืม เยี่ยม เดินเข้าไปนั่งในร้านเวียดนามอันแสนจะอบอุ่น คุยกันว่า คนเสิร์ฟเป็นคนอะไร ปรากดว่า เค้าเดินมาคุยกะเราเป็นภาษาไทยพอดี โชคดีหรือโชคร้ายอ่า วันนี้คนเสิร์ฟ คนไทยทั้งร้าน :)

หลังจากนั้น เราก็เดินไปชิมไอติมโฮมเมดที่อยู่ห่างไปไม่กี่แถว แล้วพี่ยอดก็ตามหาเยี่ยมจนเจอ

พวกเราก็เดินเลียบแม่น้ำไปเรื่อยๆๆ ด้วยความที่พี่โอ๊ตอยากไปหาร้าน organic sth และแล้ววว ก็ถึงทางที่ต้องแยกกัน เพราะว่าพวกเราจะไปดู Business school มีคนบอกว่า พี่เค้าเป็น Mr.Lonely....jing jing ror??

ไม่รู้สิ เราก็เดินเล่นอยู่แถวๆๆสะพานที่แยกกับพี่โอ๊ตกะคนที่เหลือ .....กริ๊งงงงงงง

DSC06069 DSC06081

ในที่สุกลี่ก็เดินมาถึง ด้วยความที่พวกเราเดินมาไกลแล้วและไม่อยากเดินกลับ พี่เพชรก็บอกทางให้ลี่เกินมาหาพวกเราอยู่อย่างนาน แต่เธอก็เก่งจริง มาถูกด้วย .... พวกเราเจอกันที่สี่แยก แต่สุดท้ายก็เดินกลับทางที่ลี่เดินมา ทั้งๆๆที่ ยังไม่ได้เดินไปไหนไกลกว่านั้นเลย เสียเวลาเดินลี่จริงๆๆอ่า ...

ไปไหนดีอ่า.... ไม่รู้สิ .... ไปไหนดีละ เป็นคำพูดที่ถามกันไปมาอยู่นานพอควร และแล้วเราก็หยิบคู่มือที่รร เราแจก Boston Must see...and quirky boston....แต่ มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยอ่า จะไปกิน Bubble tea กันต่อ แต่แถวก็ย๊าว ยาวววว

ในที่สุดพี่เพชรก็ถึงเวลาต้องไปซ้อมเต้น พี่ยอดก็รับช่วงต่อ พาเด็กๆๆขึ้นรถไฟมา Boston common ที่เก่า แต่เวลาไม่เดิม ที่พวกเราเคยนั่งกินอาหารเทีย่งกันตอนที่มาทัวรฺ์พร้อมบริวสเตอร์ ถึงแม้หญ้า จะไม่เขียว แดดจะไม่ดี แต่ความทรงจำดีๆๆที่เรามี มันก็ยังไม่ไปไหน

คิดถึง Zombies ahhhhh คิดถึงวันนั้นที่ฝนมันตก ที่พวกเราต้องวิ่งลมใต้ชายคา หน้าร้านขายเสื้อผ้าาาาา หลบเข้าไปในร้านกาแฟเอาไออุ่น ที่มาพร้อมกับกาแฟอันหอมหวานน...ติดถึง Zombies ที่เคยยอมเปนนายแบบนางแบบให้เรา คิดถึงทุกๆๆเวลาที่พวกเราสนุกด้วยกัน ไม่ไหวแล้ววว zombies never die

กลับมาทริปนี้กันต่อ เราก็เดินลัดๆๆตึก มุ่งตรงไปยัง เมืองจีน ผ่านร้านลดราคามากมาย

เดินเข้า เดินออก แต่ก็ไม่ได้อะไร ....ในที่สุดก็ไปได้บางอย่างที่ Bath and body work ถึงแม้ว่ามือจะเหนียวเหนอะ หนะ ไปด้วยโลชั่น ที่ลองหลายต่อหลายครั้งง แต่หลังจากออกจากร้าน ตัวเรามีแต่กลิ่นขนม ที่เรายังรู้สึกได้ในตอนนี้

เดิน แล้วก็เดิน คุยเรื่องโรงละคร คุยโน่น คุยนี่ มีลี่กะพี่ยอดซะอย่าง มีเหรอ คณะเดินทางจะเงียบ

ซื้อของกินกลับไปตุนที่โรงเรียน เผื่อหิว เราได้ปลากรอบมาประทังชีวิตแล้วหล่ะในที่สุด

และแล้ววววว พวกเราก็ไปถึง Pad THAI Cafe..เข้าไปสั่งๆๆ ปรากฎว่า เหมือนที่กลุ่มเมื่อวานกินแล้วเกือบหมดเลย (ก็พวกนั้นเล่นกินเกือบหมดทุกอย่าง แล้วจะไม่ให้ซ้ำได้ไงล่ะ) มีปลาหมัุกไข่เค็ม แกงส้มชะอมปลาา กะเพราไก่กรอบ แกงเผ็กเป็ดย่าง รอ รอ รอ รอ รอ แล้วอยู่ดีๆๆ ใครซักคนก็พูด อ้าวนั่นตอยนิ

ว้าวๆๆๆๆ ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมาบังเอิญเจอจวงกะตอยที่นี่

พวกนั้นจากที่มากับคณะโรงเรียนก็เลยมานั่งกินกับพวกเราทันทีทันใด

DSC06092

โต๊ะก็คึดคักขึ้นมาอีกเป็นกองงงง เหลือเชื่อที่สุดในโลกเลยอ่าา

หลังจากท้องอิ่มไปด้วยอาหารไทยแล้ว พวกเราก็เดินทางไปหาของหวานกลับไปสะสมที่โรงเรียน at Cheesecake factory...

แล้วก็แยกกันที่ Prudential หล่ะ  เราจะได้ว่า สถานีที่เราต้องกลับ back bay มันอยู่แถวนั้น เพราะว่าเราเคยเดินจากสถานีมาห้าง เมื่อครึ่งปีที่แล้ว เราก็เลยลาเพื่อนๆๆทีจะกลับ ฮาร์วาร์ด (มิน โอ๊ต ฮิม) และโรงเรียน(จวง ตอย เยี่ยม) ณ ตรงนั้น

ลี่ กับพี่ยอด ด้วยความขิวจัดก็ช่วยเราเดินหาสถานี เดินไปเดินมา หลงค่ะ

ต้องถามทาง ปรากฎว่ามันไม่ได้ใกล้อย่างที่คิดอ่า ห่างไปไกลอยู่แต่เดิน ได้ เราเคยเกินตอนกลางวัน แต่นี่มันกลางคืน ใครจะไปจำได้ล่ะ

ในที่สุดเราก็ถึงสถานี พร้อมกลับแล้ว

ไม่อยากกลับเลยยยยยยยยยยยยย ลี่ กับพี่ยอดก็ยืนรอรถไฟเป็นเพื่อนเรา แล้วเราก็เจอเพื่อนรร ที่เราจะกลับรถไฟด้วย

..--...--train to Worcester...---ถึงเวลากลับแล้วล่ะ

แล้วเจอกันอีกในสามอาทิตย์ ...สามอาทิตย์นี้ คงเป็นอาทิตย์ แห่งการรอคอย

สามอาทิตย์ คงเป้นอาทิดย์นี่เรานั่งนับวัน อยากให้เวลาผ่านไปเร็วๆๆจัง

แต่คิดไปคิดมา มันก็แค่สามอาทิตย์เอง ไม่นานไปกว่า หกเดือนกว่าๆๆที่เรามาอยู่นี่หรอก

ไม่นานจริงๆๆ สามอาทิตย์ สามอาทิตย์ :)

แล้วเราจะเจอกันใหม่ในไม่ช้า

Love you TS

 
Thanks for visiting!
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
อ่ารุ้งเรามาเม้นท์ให้และนะ เราเห็นด้วยกะคนอื่นๆสีนี่แสดงถึงความเป็นคนชื่อรุ้งจิงๆ สวยดีๆ มีเพลงด้วยเพราะๆ จ้ะๆ
June 5
แสบทรวงแท้ๆ สีสดแสบทรวงจิงๆ
สวยดีนะ ขยันโคตร (เปนเรา เราไม่ทำอ่ะ ขี้เกียจ)
ว่าแต่ทำได้ขนาดนี้ ไม่มาช่วยกันทำเวบห้องเหรอ...
May 12
ไม่อาจสรรหาถ้อยคำใดๆมาบรรยายได้
รุ้งจิงๆอะ อย่างรุนแรงง
แต่ก้อสวยดีนะ ดูใสใสดี (แต่อาจจาดีกว่านี้ถ้า...)
:p
May 9
โอ้ space ใหม่ของรุ้งนี่แบบว่า สีสันแสบตา สมกับเป็น  จริงๆ เลยนะ ฮ่าๆๆ สวยดีๆ
 
ไว้จะมาเม้นเยอะๆ น้า แล้วก็ถ้าว่างๆ ก็มาเม้น space แจคบ้างล่ะ ^^
May 9
Thunwawrote:
เป็น space ที่อย่าง  มาก แต่สวยดี
 
May 9
June 05  
Photo 1 of 7

Horoscopes

Loading...